รองอธิบดี พช. ลงพื้นที่ภาคอีสาน เร่งขับเคลื่อนการพัฒนากลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับภาคเต็มรูปแบบ ที่จังหวัดนครราชสีมา

วันที่ 21 มีนาคม 2566 เวลา 13.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนากลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับภาค” โดยมีภาคเอกชน ผู้แทน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด นางสงวน มะเสนา ผู้ตรวจราชการกรม นางสาวณัฐนิช อินทสระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน พัฒนาการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจาก 20 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายพรหมพันธุ์ กองพลพรหม ผู้จัดการงานสนับสนุน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด นางสาวชนกานต์ บุญเอี่ยม ผุ้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีเปิด โดยดำเนินการ 2 วัน ระหว่างวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2566 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ต.แหลมทอง อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา

นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายภารกิจจากรัฐบาลที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมาย คือ “สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและชุมชนเข้มแข็ง” ดำเนินการ 3 เรื่อง ประกอบด้วย การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน ซึ่งมีกลไกระดับจังหวัด ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พัฒนาการจังหวัดและหัวหน้าสำนักงานจังหวัด เป็นเลขานุการร่วมบูรณาการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ และมีบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด 76 จังหวัด ที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัท เป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด Social Enterprise (SE) ซึ่งเป้าหมายหลักเพื่อสังคมมิใช่เพื่อกำไรสูงสุด ทั้งนี้ รายได้หลักต้องมาจากการขายสินค้าและบริการ เช่น ให้คำปรึกษาแก่ชุมชน ไม่ใช่เงินจากรัฐหรือเงินบริจาค โดยกำไรที่ได้รับต้องนำไปใช้ขยายผลการดำเนินงาน ไม่ปันผล 100% และมีแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยกลไกประชารัฐ ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ร่วมกับภาคีเครือข่าย ผ่านกิจกรรมตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยภาคีเครือข่าย และการเสริมสร้างรายได้ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ไปในทิศทางเดียวกัน นำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม และนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน บรรลุเป้าหมาย “สร้างรายได้ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้จัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนากลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับภาคขึ้น เพื่อพัฒนากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจข้อมูลและแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเพื่อสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงเครือข่ายพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

นายวรงค์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีทั้ง 7 ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงด้านศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อเป็นพลังผลักดันให้กลไกประชารัฐทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สามารถทำงานสอดประสานและบูรณาการการทำงาน จนสามารถสร้างรายได้และสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคมได้ในที่สุด

“ขอขอบคุณพัฒนาการจังหวัด ประธานบริษัทกรรมการผู้จัดการ (MD) และผู้แทนบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนากลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับภาค ในวันนี้” รองอธิบดีกล่าว

 

(Visited 1 times, 1 visits today)